การขยายความร่วมมือทางการแพทย์ไทย-จีน สู่การยกระดับเวชศาสตร์ป้องกันด้วยเทคโนโลยีจีโนม ณ เมืองเซินเจิ้น

การขยายความร่วมมือทางการแพทย์ไทย-จีน สู่การยกระดับเวชศาสตร์ป้องกันด้วยเทคโนโลยีจีโนม ณ เมืองเซินเจิ้น

วันที่นำเข้าข้อมูล 6 ม.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 6 ม.ค. 2569

| 45 view
นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ร่วมต้อนรับ ดร.พินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย–จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ และ ดร.นพ พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย และประธานหลักสูตร Wellness Business and Beyond (WBB) ในโอกาสที่ WBB รุ่นที่ 3 จำนวน 95 คน เดินทางมาศึกษาด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ บริษัท BGI ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนจีนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการเรียงลำดับจีโนม (genome sequencing) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อศึกษาพัฒนาการทางการแพทย์ระดับสูงของจีน และแนวทางในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับเวชศาสตร์ป้องกันของไทย โดยมีนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ กรรมการบริหารบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทลูกของ BGI) ร่วมให้การต้อนรับคณะ WBB รุ่นที่ 3 ด้วย
 
กงสุลใหญ่ ฯ ได้รับฟังการบรรยายภาพรวมการดำเนินงานของบริษัท BGI ซึ่งปัจจุบัน BGI Group พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ 2 สาขา ได้แก่ การพัฒนาการอ่านเรียงลำดับดีเอ็นเอ (DNA Sequence) และการเขียนดีเอ็นเอ (DNA Synthesis) โดย BGI มีส่วนแบ่งทางการตลาดของเครื่องอ่านเรียงลำดับดีเอ็นเออยู่ที่ร้อยละ 10-15 ของโลก และร้อยละ 50 ของจีน คณะฯ ได้เยี่ยมชมพื้นที่ State Key Laboratory of Genome and Multi-omics Technologies และรับฟังการบรรยายถึงพัฒนาการล่าสุดในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพเช่น Development History of DNA Synthesis Technology และ เครื่อง CycloneSEG
 
ในโอกาสดังกล่าว กงสุลใหญ่ฯ ร่วมให้ข้อมูลว่า ความร่วมมือด้านการแพทย์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้าน Biotech คือ ‘ความจำเป็น’ ต่อการยกระดับและพัฒนาระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจสุขภาพของไทย และนำพาคนไทยให้มีสุขภาพดี สถานกงสุลใหญ่ฯ เล็งเห็นบทบาทที่โดดเด่นของมณฑลกวางตุ้งที่มีความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (ภาวะก่อนป่วย) โดยเน้นที่การตรวจวินิจฉัยและการป้องกันโรค ขณะที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการรักษา (ภาวะหลังป่วย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ ดังนั้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการแพทย์กับมณฑลกวางตุ้ง จึงเป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยให้มีความมั่นคง และยกระดับเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) และการแพทย์ดั้งเดิมของไทยได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ