สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว นำผู้แทนภาครัฐ GBA จับมือหน่วยงานไทย (ตอนที่ 4) การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โอกาสความร่วมมือแห่งอนาคต (จบ)

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว นำผู้แทนภาครัฐ GBA จับมือหน่วยงานไทย (ตอนที่ 4) การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โอกาสความร่วมมือแห่งอนาคต (จบ)

วันที่นำเข้าข้อมูล 26 มิ.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 26 มิ.ย. 2569

| 5 view

ในอดีต การรักษาพยาบาล คือ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ดี ในห้วงเวลาที่สังคมเริ่มหันมาสนใจแนวโน้ม Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาว ‘เวชศาสตร์ป้องกัน’ (Preventive Medicine) จึงกลายมาเป็นบทสนทนาที่คนในสังคมทั้งออนไลน์และออฟไลน์หันมาให้ความสนใจ

จีนพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Healthy China 2030 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติของจีน ประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2016 เพื่อยกระดับสาธารณสุขให้เป็นวาระสำคัญสูงสุด โดยมุ่งเน้นการป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพ และจัดบริการสุขภาพ มีเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2030 จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการขยายอายุขัยเฉลี่ยที่มีสุขภาพดี (Healthy Life Expectancy) รวมถึง ‘พัฒนาอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ’ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีนต่อไปในอนาคต

ขณะที่ มณฑลกวางตุ้ง ดำเนินงานด้านสาธารณสุข ภายใต้แผน Healthy Guangdong’ โดยจะปฏิรูประบบสาธารณสุขของมณฑลกวางตุ้ง เปลี่ยนแนวทางจากการ‘เน้นการรักษาโรค’ ไปสู่การ‘เน้นการป้องกัน’ โดยมีเป้าหมายภายในปี 2030 จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิต ก่อนวัยอันควรจากโรคเรื้อรัง และยกระดับดัชนีชี้วัดสุขภาพให้เทียบเท่าประเทศรายได้สูง โดยมุ่งเน้นภารกิจยกระดับบริการสุขภาพยกระดับแพทย์แผนจีน(TCM) และ พัฒนาระบบสุขภาพอัจฉริยะ (Smart Health)

มณฑลกวางตุ้งมีความเชี่ยวชาญด้าน เวชศาสตร์ป้องกัน โดยเน้นที่การตรวจวินิจฉัยและการป้องกันโรค ขณะที่ ไทย มีความเชี่ยวชาญด้าน การรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการรักษา การฟื้นฟูสุขภาพ และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (wellness) ดังนั้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการแพทย์และสุขภาพกับจีน โดยเฉพาะเมืองใน GBA ของมณฑลกวางตุ้ง จึงเป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย ให้มีครอบคลุมการดูแลสุขภาพรอบด้าน

ภายใต้โครงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กับเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า หรือ GBA[2] สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว นำคณะฯ เยือน บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสความร่วมมือในด้านศักยภาพการบริการทางการแพทย์ และการดูแลสุขภาพระดับสูงของไทย ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และเวชศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ (scientific-based health) รวมถึงการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพที่มีนวัตกรรมระดับสูง

สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี คือ รากฐานของ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ในการเยือนครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยกับ GBA ในอนาคต โดยเฉพาะในการเยือน BDMS Wellness Clinic จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ของการยกระดับความร่วมมือด้าน Medical Tourism และ Health Tech เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป

โครงการส่งเสริมความร่วมมือ EEC – GBA’ เปิดโอกาสให้ภาครัฐท้องถิ่นของเมืองใน GBA แสวงหาโอกาสความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไทยโดยตรง อีกทั้งได้สร้างการรับรู้เกี่ยวกับศักยภาพประเทศไทย เพื่อนำไปต่อยอดกับภาคเอกชนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด รวมถึง ได้สร้างความเข้าใจและทัศนคติเชิงบวกต่อประเทศไทยในด้านศักยภาพทางเศรษฐกิจ ดิจิทัล และภาคอุตสาหกรรมของไทย ที่ส่วนใหญ่รู้จักไทยในแง่มุมของการท่องเที่ยวและการเกษตรเป็นหลัก

คณะฯ ได้เห็นความก้าวหน้าของไทย และการเปิดรับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI การวิจัยวิทยาศาสตร์ เพื่อชีวิต (Life Sciences) สุขภาพและการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) รวมถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และไทยมีความพร้อม ในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมอัจฉริยะ กับ GBA

ปัจจุบัน ทั้ง GBA และไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเศรษกิจดิจิทัล ขณะที่ประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายสนับสนุน แต่ไทยยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ รวมถึงแรงกดดันจากสถานการณ์การขาดแคลนบุคลากร และการติดกับดักห่วงโซ่คุณค่า(value chain)ระดับต่ำ ซึ่งไทยมีความจำเป็นที่ต้องเร่งปรับเปลี่ยนและยกระดับรอบด้านโดย ในระยะสั้น ไทยต้องเร่งรัดการยกระดับทักษะ (upskills) ปรับปรุงทักษะ (reskills) และสร้างทักษะ (new skills) โดยใช้ประโยชน์จากภาคเอกชนที่เข้าไปลงทุนไทยใน ซึ่งมิใช่เพื่อรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมสมัยใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรับมือกับกลุ่มแรงงานทักษะที่อาจได้รับผลกระทบจากการยกระดับอุตสาหกรรมด้วย ขณะเดียวกันในระยะยาว ไทยควรเร่งส่งเสริมการวิจัยทั้งการวิจัยขั้นพื้นฐาน (Basic Research) และการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) พร้อมสนับสนุนการนำผลวิจัยมาใช้เชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง เร่งผลิตแรงงานทักษะสูง เพื่อให้ไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีต้นน้ำของตนเองและยังคงสถานะศูนย์กลางการผลิตของอาเซียนต่อไปในอนาคต

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ